วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Modernization Theory of Postmodernism

ทฤษฎีความทันสมัย และแนวคิดหลังสมัยใหม่


     สังคมที่เราอาศัยอยู่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา มีแนวคิดและการปฏิบัติที่แตกต่างขัดแย้งกันอยู่เสมอ แนวคิดและการปฏิบัติถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดปัญหาสังคมทุกยุคทุกสมัย  ในสังคมวิทยา ก็มีการคิดและการปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง มีการคิดใหม่และทำใหม่อยู่เสมอ  (Meta-theories) ดังนั้น การศึกษาสังคมวิทยาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาวิเคราะห์รู้เข้าใจแนวความคิดทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยทั้งใหม่และเก่า เพื่อความรู้เข้าใจสังคมวิทยาปัจจุบัน จึงขอเสนอแนวความคิดทางสังคม 2ประเภท คือ ความคิดสมัยใหม่และหลังสมัยใหม่ (Modernism and Postmodernism)

1. ทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory)
 นับตั้งแต่มีการสร้างวาทกรรมที่เรียกว่า การพัฒนา” (Development) โดยกรอบการพัฒนาที่มหาอำนาจตะวันตกกำหนดขึ้นมาเป็น วาทกรรม คือ ความรู้ชุดหนึ่งที่กำหนดความหมายและลักษณะของการพัฒนาและด้อยพัฒนา ซึ่งมีผลอย่างมากต่อความเป็นไปของทิศทางการพัฒนาในประเทศโลกที่สาม เพราะสถาบันการพัฒนาต่างๆ จะใช้กรอบความคิดที่ถูกกำหนดขึ้นมานี้เป็นฐานในการช่วยเหลือการพัฒนาในประเทศโลกที่สามให้เป็นทุนนิยม ซึ่งทฤษฎีการสร้างความทันสมัย(Modernization Theory) เป็นทฤษฎีที่สร้างขึ้นเพื่อมุ่งจะอธิบายการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมประเทศกำลังพัฒนามากที่สุด และได้กลายเป็นทฤษฎีกระแสหลักของการพัฒนาสังคมโลก
   ทฤษฎีความทันสมัย ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากนักสังคมวิทยายุคแรก ๆ คือ เอมิล เดิร์คไคม์ (E.Durkhiem) และ แม็ก เวเบอร์ (Max Weber) ซึ่งทั้งสองท่านก็ได้รับอิทธิพลจาก ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) ในเรื่องการวิวัฒนาการของสังคม เดอร์คไคม์ สนใจการเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ เขาได้เสนอว่ารูปแบบหลักของสังคมมี 2 รูปแบบ คือ สังคมแบบดั้งเดิม และสังคมสมัยใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมแบบสมัยใหม่นี้ เดอร์คไคม์มองว่า เป็น ความสัมพันธ์แบบอินทรีย์” (organic solidarity) ซึ่งอยู่ในกรอบแนวคิดวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน นั่นเอง

ทฤษฎีความทันสมัยได้ส่งผลต่อกระบวนการพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้

      1) ทฤษฎีความทันสมัย ได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของระบบคุณค่า ปทัสฐาน ความเชื่อ การกำหนดรูปแบบของสังคม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย

         2) ประวัติศาสตร์ของการกลายเป็นอุตสาหกรรมตะวันตกมิได้รับการพิจารณาเพียงแค่คุณลักษณะเฉพาะของประเทศต่างๆ ทั่วโลก อย่างเช่นที่ ไอเซนตาร์ตท(Eisenstadt) กล่าวว่า โดยประวัติศาสตร์แล้ว การพัฒนาไปสู่ความทันสมัยคือกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบของระบบสังคมเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17-19
       3) สังคมสมัยใหม่เกิดขึ้นมาเมื่อแบบแผนพฤติกรรมในสังคมดั้งเดิมหลีกทางให้กับความทันสมัย (คือการเสื่อมของระเบียบแบบแผนของสังคมดั้งเดิม) ในสังคมตะวันตก ความกดดันหรือแรงบีบซึ่งนำไปสู่ความทันสมัยนั้นเกิดขึ้นภายในสังคมตะวันตกเอง แต่ในประเทศกำลังพัฒนาความกดดันหรือแรงบีบคั้นต่อสังคมแบบดั้งเดิมมาจากภายนอก
    4) เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กระบวนการนำไปสู่ความทันสมัยในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องของการ แพร่กระจาย” การแพร่กระจายนี้อาจเป็นไปได้หลายรูปแบบ หลายกระบวนการ อย่างเช่นการเกิดขึ้นและแพร่หลายของสังคมเมือง ซึ่งมีรากฐานมาจากระบบครอบครัวเดี่ยว การขยายตัวของการศึกษาที่ทำให้คนอ่านออกเขียนได้ การพัฒนาของระบบสื่อสารมวลชนที่ช่วยให้เกิดการกระจายข้อมูลข่าวสารและความคิดต่างๆ ได้กว้างขวาง ฯลฯ

 แนวคิดทฤษฎีการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย 
ถือได้ว่าเป็นแนวคิดที่ชี้นำการพัฒนาของไทยทั้งการพัฒนาประเทศและการพัฒนาสาขาต่างๆ ตลอดช่วงกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะมีข้อโต้แย้งต่าง ๆ แต่ก็ยังถือว่าเป็นแนวคิดกระแสหลักอยู่ ประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งหลัก ๆ ต่อกลุ่มแนวคิดนี้มาจากความเชื่อที่ว่า วิวัฒนาการของสังคมแต่ละสังคมอาจจะเป็นไปได้หลายอย่าง และขั้นตอนการพัฒนาก็อาจไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนที่เหมือนกัน กลุ่มที่โต้แย้งแนวคิดการพัฒนาสู่ความทันสมัย (โดยเฉพาะกลุ่มทฤษฎีพึ่งพา) ชี้ว่าที่แท้จริงความทันสมัยในทางเศรษฐกิจ มีความหมายเท่ากับกระบวนการเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรม ในทางสังคมวัฒนธรรมModernizationมีความหมายเท่ากับ Westernization และที่สำคัญก็คือ ภาวะความทันสมัยอาจจะไม่ใช่สภาวะการพัฒนาที่สังคมพึงปรารถนา หรือมีความทันสมัยแต่ไม่พัฒนานั่นเอง

2. แนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism)

แนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) บางทีใช้คำว่าหลังสมัยใหม่ หรือแนวคิดหลังยุคนวนิยม เป็นแนวคิดทางการเมือง ปรัชญา วัฒนธรรม สังคม ดนตรี และอื่น ๆ ที่ก่อตัวขึ้นโดยมีมุมมองที่ต่างออกไปจากมุมมองทางความคิดแบบเดิม ๆ ของโลก ไม่ว่าจะแนวคิดลัทธิก่อนสมัยใหม่ หรือแนวคิดลัทธิสมัยใหม่ แนวคิดหลังสมัยใหม่ถูกจัดเข้ารวมกับทฤษฎีสายวิพากษ์

   การกำเนิดของแนวคิดหลังสมัยใหม่
       ในช่วงปลายสมัยใหม่ของภูมิปัญญาตะวันตก มีความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อความทันสมัย บางครั้งก็เรียกรวมๆว่าความคิดแบบสมัยใหม่นิยม (modernism) กล่าวได้ว่าความคิดทันสมัยมีรากเหง้ามาจากทฤษฎีความคิดในยุคภูมิปัญญา (enlightenment) นักคิด นักปรัชญาการเมืองในยุคสมัยใหม่แข่งขันกันนำเสนอวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวกับชีวิตที่ดี สังคมที่ดี ที่สำคัญคือ แนวคิดเสรีนิยม (liberalism)ที่เห็นว่าปัจเจกบุคคลต้องสละประโยชน์ส่วนตัว หาทางสร้างระบบการเมืองเสรีประชาธิปไตยขึ้นมารองรับ กับแนวคิดมาร์กซิสม์ ที่ต่างต้องการสร้างโลกใหม่ที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การขูดรีดจากระบบทุนนิยม ความเชื่อในยุคสมัยใหม่กล่าวได้ว่ามีศรัทธาแรงกล้าต่อความก้าวหน้า การที่สังคมมีหลักพื้นฐานอันประกอบด้วยสัจจะ ค่านิยมหลัก และความเชื่อมั่นเรื่องสังคมก้าวหน้ารวมเรียกกันว่าแนวคิดสถาปนานิยม ที่พยายามสถาปนาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้เกิดขึ้นในสังคมผ่านการสร้างค่านิยมความเชื่อต่างๆขึ้นมาครอบครองความคิดมนุษย์ในสังคม ในเวลาต่อมาจึงเกิดความคิดหลังสมัยใหม่ (postmodern) ที่เสนอให้ปฏิเสธความแน่นอน หนึ่งเดียว นักคิดหลังสมัยใหม่ ปฏิเสธเรื่องสัจจะสมบูรณ์สูงสุดเป็นสากล โดยเห็นว่าเป็นเพียงการโอ้อวด แต่เสนอว่าไม่มีศูนย์กลางความเป็นหนึ่งเดียว และสังคมดำรงอยู่อย่างแตกต่างหลากหลายความคิดและแนวคิดใด ๆทั้งหมดเป็นเรื่องที่ได้รับการแสดงออกในรูปภาษาโดยที่ภาษาหรือการใช้ภาษาสื่อความหมายนั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจอันซับซ้อน ดังนั้นปรัชญาและทฤษฎีการเมืองจึงมิอาจอยู่เหนือ หรือตัดขาดจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ เช่นกันกับมิอาจให้ความรู้ความเข้าใจได้ด้วยการเป็นกลางไม่โอนเอียง ทฤษฎีการเมืองหรือสัจจะหรือความรู้ใดๆเป็นส่วนหนึ่งโดยนัยของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่นักวิชาการกำลังวิเคราะห์อยู่ นักคิดหลังสมัยใหม่จึงมีลักษณะตั้งข้อกังขาอย่างไม่ลดละต่อสภาพความเป็นจริงใดๆที่ดูหนักแน่นสมบูรณ์ และความเชื่อต่างๆที่พากันยึดถืออย่างไม่ลืมหูลืมตา
        สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้กล่าวกันว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern era) คือความคิดที่ว่าสิ่งที่เป็นจริง (the real) กับสิ่งที่ปรากฏ (apparent) นั้นอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นความคิดของฟรีดริช นิทซ์เชอ ซึ่งความคิดดังกล่าวเข้าไปมีอิทธิพลในวงการศิลปะในช่วงทศวรรษที่ 1920กล่าวได้ว่าแนวคิดหลังสมัยใหม่ (postmodern)คือการเคลื่อนไหวทางความคิดและวัฒนธรรมที่ต่อต้านนิยาม,ความเชื่อ,ค่านิยม,จารีต,ประเพณีฯลฯอาทิองค์รวม(totality),ความเป็นเหตุเป็นผล ความเป็นสากลความเป็นวัตถุวิสัย ฯลฯ ซึ่งนักคิดหลังสมัยใหม่จะตั้งคำถามต่อสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่ต่างเป็นเพียงเรื่องเล่าหลัก (meta-narrative)”ที่เกิดขึ้นมาจากข้ออ้างของความเป็นสมัยใหม่ (modernity)ของแนวคิดสมัยใหม่ (modernism)

แหล่งอ้างอิง
 
 

 

   

เหตุการณ์ย้อนรอย สึนามิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่น่ากลัว



เหตุการณ์สึนามิ ประเทศญี่ปุ่น




      ย้อนรอย สึนามิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่น่ากลัว

        จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ถาโถมเข้าใส่นานาประเทศตั้งแต่ต้นปี 2554ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 22กุภาพันธ์ 2554 ณ ประเทศนิวซีแลนด์ ที่คร่าชีวิตของประชากรถึง 200ราย หรือแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เมื่อวันที่ 10มีนาคม 2554ที่เขย่าพื้นที่มณฑลยูนนาน จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19ศพ และบาดเจ็บอีก 174คน รวมถึงเหตุการณ์สึนามิที่่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความรุนแรงถึง 8.9ริกเตอร์ และเกิดคลื่นสึนามิความสูง 10เมตร เข้ากระหน่ำพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดความสูญเสียและเป็นหายนะครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ และล่าสุด (11เมษายน)เกิดแผ่นดินไหว 8.6ริกเตอร์ โดยศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ใต้ทะเลลึกราว 33กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่ง เมืองบันดาร์อาเจะห์ ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ราว 434 กิโลเมตร 

   ก่อนที่จะเกิดคลื่นสึนามินั้น มักจะมีการส่งสัญญาณเตือนจากธรรมชาติมาสู่มนุษย์ ด้วยดยการเกิดแผ่นดินไหว หรือจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดินใต้ทะเล ที่เกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกะทันหัน จนทำให้น้ำทะเลเกิดการเคลื่อนตัวตาม เพื่อปรับระดับให้เข้าสู่จุดสมดุลและจะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ ซึ่งการเปลี่ยนรูปร่างของพื้นทะเล มักเกิดขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากการขยับตัวของเปลือกโลก ซึ่งจะเกิดบริเวณที่ขอบของเปลือกโลกหลายแผ่นเชื่อมต่อกันที่เรียกว่า รอยเลื่อน (fault) เช่น บริเวณขอบของมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว ดินถล่มใต้น้ำที่มักเกิดร่วมกับแผ่นดินไหวสามารถทำให้เกิดคลื่นสึนามิได้เช่นกัน นอกจากการกระทบกระเทือนที่เกิดใต้น้ำแล้ว การที่พื้นดินขนาดใหญ่ถล่มลงทะเล หรือการตกกระทบพื้นน้ำของเทหวัตถุ ก็สามารถทำให้เกิดคลื่นได้ คลื่นสึนามิที่เกิดในรูปแบบนี้จะลดขนาดลงอย่างรวดเร็วและไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลมากนัก 
          และแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงน้อยมากที่จะเกิดสึนามินั้น ก็ยังได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์โลกนี้ โดยเมื่อ 26ธันวาคม 2547 ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศไทย เมื่อเกิดคลื่นสึนามิครั้งที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถาโถมเข้าใส่ในพื้นที่ 6จังหวัดภาคใต้ที่มีพื้นที่อยู่ติดกับชายฝั่งทะเลอันดามัน คือ ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง และสตูล โดยเฉพาะที่จังหวัดพังงา กระบี่ และภูเก็ต มีการสูญเสียมากที่สุด เป็นพิบัติภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน จึงไม่ได้มีการระมัดระวังและป้องกันไว้ล่วงหน้า ทำให้มีประชาชนถูกคร่าชีวิตไปกว่า 220,000 คน 
        
                                       ภาพสึนามิในญี่ปุ่น


 "สึนามิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่น่ากลัว"   
สึนามิเป็นภัยธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยที่เราไม่อาจรู้




ป็นปรากฏการณ์คลื่นยักษ์ หลังเกิดแผ่นดินไหวจุดศูนย์กลางอยู่ในทะเล ใกล้กับเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย วัดความรุนแรงได้ถึง 9.3 ริกเตอร์ ซึ่งได้สร้างคลื่นยักษ์สึนามิ อนุภาพทำลายสูง เป็นวงกว้างกระทบในหลายประเทศ 
ไกลไปถึงชายฝั่งทวีปแอฟริกา










แหล่งอ้างอิง








"ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส"โดยนางสาวรพีพรรณ เกาะจู


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโปรตุเกส




              ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศโปรตุเกส เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1511 เมื่อ อาโฟโซ ดาลบูเคอร์ค (Alfoso d’Alboquerque) อุปราชโปรตุเกสประจำภาคตะวันออก ได้ส่งทูตคนแรก คือ ดูอาร์เต เฟอร์นันเดส (Duarte Fernandez) เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อขอเจริญไมตรีกับพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 2 (ค.ศ. 1491-1529) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มั่งคั่ง และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารและของป่าหายาก ประกอบกับกรุงศรีอยุธยามีสภาพเป็นเกาะมีแม่น้ำซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักล้อมรอบทั้ง ด้าน สะดวกต่อการติดต่อค้าขายและขนส่งสินค้า กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นศูนย์กลางการค้าใหญ่ที่สำคัญในเอเชีย หลังจากที่โปรตุเกสได้ขยายอำนาจมาถึงเมืองมะละกา ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยามาก่อน โปรตุเกสเกรงจะเกิดปัญหาบาดหมางกับไทยในภายหลัง อีกทั้งต้องการติดต่อค้าขายกับไทยด้วย จึงได้ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี นับเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เดินทางเข้ามายัง กรุงศรีอยุธยา ก่อนหน้าชาวยุโรปชาติอื่น ๆ เป็นเวลากว่า 100 ปี

             การเจริญสันถวไมตรีทางพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการในอีกห้าปีต่อมา ในปีค.ศ. 1516 เมื่อดาลบูเคอร์คได้จัดส่งทูตที่มีอำนาจเต็มมาจากพระเจ้ามานูแอล ที่ 1 (Rei D. Manuel I) แห่งโปรตุเกส คือ ดูอาร์เต โกเอโย่ (Duarte Coelho) เพื่อมาทำสัญญาพันธไมตรีกับอยุธยาอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางอยุธยาเองก็ให้การตอบรับอย่างดี โดยมีนัยสำคัญแห่งสนธิสัญญาเป็นไปเพื่อการค้าและการเผยแพร่ศาสนา กล่าวคือ ทางการค้า อยุธยาจะให้ความสะดวกและสิทธิพิเศษต่างๆ ต่อพ่อค้าชาวโปรตุเกสที่มาค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและเมืองท่าต่าง ๆ และยอมให้ชาวเมืองที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยาไปทำมาค้าขายที่เมืองมะละกาได้ ส่วนโปรตุเกสก็จะช่วยหาสินค้าที่ไทยต้องการ เช่น อาวุธปืนและกระสุนดินดำให้อยุธยา และให้ปฏิบัติกิจทางศาสนาได้อย่างเสรี

             สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศตะวันตก เมื่อโกเอโย่จะเดินทางกลับ ทางอยุธยาก็จัดส่งทูตตามไปเพื่อถวายพระราชสาสน์ต่อพระเจ้ามานูแอล ที่ อีกด้วย

             จากความสัมพันธ์ทางด้านการค้าขายได้พัฒนาขึ้น เมื่อสินค้าที่สำคัญอย่างหนึ่งเป็นที่ต้องการของอยุธยาในสมัยนั้น คือ อาวุธปืนและกระสุนดินปืน เนื่องจากอยุธยากำลังทำสงครามกับพม่าที่เมืองเชียงกราน ในปี ค.ศ. 1538 ได้มาทหารอาสาชาวโปรตุเกสจำนวน 120 คน เข้ามารับราชการสงครามในกองทัพไทย และได้ให้คำแนะนำทางการทหารต่างๆ รวมถึงการใช้ปืนแบบยุโรป ทำให้กรุงศรีอยุธยามีชัยชนะในศึกครั้งนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ทหารอาสาชาวต่างชาติในกองทัพอยุธยาที่เรียกว่า “กองทหารแม่นปืน ในเวลาต่อมา และจากความดีความชอบในสงครามเมืองเชียงกราน สมเด็จพระชัยราชาธิราช ค.ศ.1534 - 1546 จึงทรงตอบแทนโดยอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในราชอาณาจักรอยุธยา พร้อมทั้งพระราชทานที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานอกกำแพงเมืองใช้ชาวโปรตุเกสได้สร้างโบสถ์ในคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ขึ้นเป็นครั้งแรกในราชอาณาจักรสยาม (ปัจจุบันหมู่บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) นอกจากที่กรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้มีชาวโปรตุเกสเข้าไปพำนักอยู่ที่หัวเมืองต่างๆ ของไทย ที่ปัตตานี นครศรีธรรมราช ทวาย และตะนาวศรี อีกด้วย
         

ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างไทยและโปรตุเกสในราชอาณาจักรอยุธยา เจริญรุ่งเรืองเป็นเวลากว่าศตวรรษโดยไม่มีชาติตะวันตกใดมาแข่งขัน เนื่องจากสเปนได้เดินเรือไปทางตะวันตก ส่วนอังกฤษ ฮอลันดา และฝรั่งเศสยังไม่เจริญรุ่งเรืองพอที่จะเดินเรือมาค้าขายไกลๆ ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ นอกจากพวกพ่อค้าแล้ว ยังมีนักผจญภัยที่ได้เข้ามารับราชการในกองทัพไทย ซึ่งทหารชาวโปรตุเกสเหล่านี้เป็นผู้นำวิชาการทางการทหารแบบตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ให้แก่คนไทย เช่น วิชาการใช้และทำปืนไฟ การสร้างป้อมต่อต้านปืนไฟ การตัดถนนโดยการใช้เข็มทิศส่องกล้อง เป็นต้น รวมถึงมีทหารอาสาเข้ารับราชการสงครามในกองทัพอยุธยาหลายครั้งจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา และที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายนาม ขุนนางกรมฝรั่งแม่นปืนในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ต่อมาเมื่อบทบาททางทะเลของโปรตุเกสในดินแดนต่างๆ ลดน้อยลง เนื่องจากการขยายอำนาจของฮอลันดา สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1597 ฮอลันดาเริ่มมีอำนาจมากขึ้น เมื่อโปรตุเกสถูกรวมเข้ากับสเปนเป็นเวลากว่า 60 ปี
           หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ค.ศ.1767 แล้วบรรดาชาวยุโรปอื่น ๆ ได้อพยพออกนอกราชอาณาจักรไทย และมีบางส่วนที่เข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต่อสู้กับพม่า หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบปรามชุมชนต่าง ๆ และรวบรวมผู้คนสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว คุณพ่อกอรร์ บาทหลวงฝรั่งเศสผู้นำคริสตชนในเวลานั้น ซึ่งเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก คุณพ่อได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศเขมร เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยจึงได้เดินทางกลับมาในประเทศไทยพร้อมกับคนไทยอีก คน และรวบรวมคริสตังที่บางกอกซึ่งมีจำนวนถึง 400 คน ให้มาอยู่รวมกัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระเมตตาต่อคริสตชนโดยเฉพาะต่อชาวโปรตุเกส พระองค์ได้ทรงให้การต้อนรับอย่างดี และได้พระราชทานที่ดินที่กุฎีจีนสำหรับสร้างโบสถ์ในปี ค.ศ. 1769 คุณพ่อกอรร์ได้ตั้งชื่อเป็นภาษาโปรตุเกสว่า “วัดซางตาครู้ส” นับเป็นแผ่นดินผืนที่สองที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานให้แก่คริสตังชาวโปรตุเกส หลังจากนั้นปรากฏว่าจำนวนคนกลับใจและรับศีลล้างบาปที่วัดซางตาครู้ส ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวจีน 
       15 ปีต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ เมษายน พุทธศักราช 2325 พระราชทานนามของพระนครหลวงว่า "กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมารอวตารสถิต สักกะทัตติยะ วิษณุกรรมประสิทธิ์” มีความหมายโดยรวมว่า "เมืองเเห่งเทวดา"
    ชาวสยามยุคนั้นไม่สนใจการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกนัก เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ ชาวอังกฤษไม่พอใจที่สยามมีการหักภาษี จึงส่งนายจอห์น ครอว์เฟิร์ดทำให้มาขอทำสัญญาพยายามให้ไทยยกเลิกการผูกขาดของพระคลังสินค้า แต่ทางเราปฏิเสธกลับไป จนกระทั่งโปรตุเกสได้ส่งทูตชื่อ อันโตนิโอ เดอ วีเสนท์ (Antonio de Veesent) คนทั่วไป เรียกว่า องตนวีเสน” เป็นอัญเชิญพระราชสาสน์กษัตริย์โปรตุเกสจากกรุงลิสบอนมายังสยาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้การต้อนรับและทรงให้อันโตนิโอเข้าเฝ้า ทางการสยามได้มีพระราชสาสน์ตอบมอบให้อันโตนีโอเป็นผู้อัญเชิญกลับไป
          ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ ความสัมพันธ์กับโปรตุเกสรุ่งเรืองอย่างมาก ได้มีการส่งเรือกำปั่นชื่อ มาลาพระนคร โดยมีหลวงสุรสาครเป็นนายเรืองคุมเรือออกไปค้าขายกับโปรตุเกสที่เมืองมาเก๊า และมีการเจริญสัมพันธไมตรี ซึ่งชาวสยามก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ทำให้การ์ลูส มานูเอล ดา ซิลเวย์รานำเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาสน์ของกษัตริย์โปรตุเกสมาถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ เพื่อขอเจริญสัมพันธไมตรี ไทยก็ให้การต้อนรับอย่างดี เพราะเห็นว่าโปรตุเกสช่วยอำนวยความสะดวกแก่เรือกำปั่นหลวงที่เดินทางไปค้าขายที่มาเก๊าในครั้งก่อน รวมทั้งไทยยังต้องการซื้อปืนคาบศิลาจากโปรตุเกสเอาไว้ใช้ป้องกันพระนครด้วยจึงยินดีที่จะเป็นมิตรกับโปรตุเกส ทางโปรตุเกสก็ได้จัดซื้อให้ถึง 400 กระบอก
        ปีพุทธศักราช 2363 ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกส ณ เมืองกัว ในอินเดีย ได้ร่างสัญญาทางพระราชไมตรีในนามของกษัตริย์โปรตุเกส มอบให้การ์ลูส มานูเอล ดา ซิลเวย์ราเข้ามาถวาย โดยใจความขอให้ การ์ลูส มานูเอล ดาซิลเวียรา เป็นกงสุลโปรตุเกสประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ โปรดเกล้าฯ พระราชทานตามที่ขอ พร้อมแต่งตั้งให้ซิลเวย์รามีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอภัยพาณิชหลังจากที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2ได้มีพระราชานุญาติให้ตั้งสถานกงสุลโปรตุเกสขึ้นในไทย มีการปักธงโปรตุเกสที่กงสุล ต่อมาภายหลังสถานกงสุลนี้ได้รับฐานะเป็นสถานทูต นับเป็นสถานทูตต่างชาติแห่งแรกในไทย
          ตลอดรัชกาลที่ ก็ยังคงเป็นความสัมพันธ์ทางการฑูตและการติดต่อค้าขาย ซึ่งก็มีปริมาณการค้าไม่มากนักเนื่องจากค้าขายขาดทุนที่ทำการค้าสู้อังกฤษไม่ได้ แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีเรื่อยมา
          รัชกาลที่ ขึ้นครองราชย์ มีพระราชประสงค์จะทำสนธิสัญญากับโปรตุเกส เพื่อสถาปนาสัมพันธ์ไมตรีและการค้าที่ขาดตอนไป
         หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี ค.ศ. 1897 พระองค์เสด็จประพาสยุโรป และได้เสด็จฯ เยือนกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส
      ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินประพาส ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส




สายใยแห่งความสัมพันธภาพอันดีระหว่างประเทศไทยกับโปรตุเกส ที่ผ่าทางประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายศตวรรษ นอกจากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ยังคงหลงเหลืออยู่อย่างมากมายแล้วยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปรียบเสมือนหนึ่งตัวประสานให้สายใยนี้มั่นคงยืนนานสืบไป เช่น มีคำภาษาโปรตุเกสที่ใช้กันในภาษาไทยหลายคำ เช่น เลหลัง ขนมปัง คริสตัง เป็นต้น ซึ่งคำว่าคริสตังเป็นคำที่ใช้เรียกคริสตชนที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิกในเมืองไทยโดยเฉพาะ รวมไปถึงอาหารการกินของชาวโปรตุเกสหลายอย่างซึ่งได้ดัดแปลงให้มีรสชาติแบบไทย ๆ จนถึงปัจจุบันได้กลายเป็นขนมประจำชาติของไทยไป เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอด เป็นต้น แต่ก็มีขนมที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของขนมโปรตุเกสไว้ คือ ขนมฝรั่ง ซึ่งมีทำเฉพาะที่กุฎีจีน (วัดซางตาครู้ส) เท่านั้น ที่ยังคงสืบทอดกรรมวิธีแบบโบราณมาจนถึงทุกวันนี้ 



แหล่งอ้างอิง


         http://haab.catholic.or.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=1405:2013-04-27-03-59-31&catid=212:2013-06-26-07-20-57&Itemid=30

ข้อมูลประเทศจอร์แดน โดย นางสาวรพีพรรณ เกาะจู


ราชอาณาจักรฮัซไมต์จอร์แดน





ธงประจำประจำชาติ





ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทิศเหนือติดกับซีเรีย ทิศตะวันออกติดซาอุดีอาระเบีย ทิศตะวันตกติดกับอิสราเอล  ทิศใต้ติดกับทะเลแดง
พื้นที่ 89,206 ตารางกิโลเมตร (ไทยมีขนาดใหญ่กว่า 5.7 เท่า)
เมืองหลวง กรุงอัมมาน (Amman)
ประชากร 6.6 ล้านคน (สถานะ เมษายน 2555) เป็นชาวอาหรับ ร้อยละ 98% เซอร์คัสเซียน ร้อยละ 1%และอาร์มาเนียน 1% (ทั้งนี้กว่าร้อยละ 50 เป็นชาวปาเลสไตน์)
ภูมิอากาศ อากาศโดยทั่วไปค่อนข้างแห้งแล้ง มีปริมาณฝนตกน้อย กลางวันมีแดดจัดและอากาศเย็นในเวลากลางคืน อุณหภูมิฤดูร้อนเฉลี่ย 28 องศาเซลเซียส และอุณภูมิฤดูหนาวเฉลี่ย 8 องศาเซลเซียส
ภาษา ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ มีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย
ศาสนา อิสลามนิกายสุหนี่ร้อยละ 92% คริสต์ 6% และอิสลามนิกายชีอะต์และอื่นๆ 2%
หน่วยเงินตรา จอร์แดนดีนาร์ (Jordanian Dinar: JOD) 1 จอร์แดนดินาร์ เท่ากับประมาณ 43บาท (เมษายน 2554)



                   จอร์แดนอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า Holy Land ได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในฐานะที่เป็นประเทศศูนย์กลางประวัติศาสตร์และศาสนา และมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ศาสนาที่ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากจอร์แดนตั้งอยู่ระหว่างนครเมกกะ (Mecca) เป็นสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของชาวมุสลิม และ กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem) เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมากอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาค จอร์แดนจึงเป็นประเทศที่มีบทบาทในฐานะที่เป็นศูนย์กลางสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนา  โดยได้มีการพูดถึงดินแดนของจอร์แดนหลายส่วนในทั้งคัมภีร์ กุรอาน และในคัมภีร์ไบเบิล โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องกับพระศาสดาต่าง ๆ ที่ได้อยู่หรือได้เดินทางผ่านดินแดนแห่งนี้ในอดีตคนส่วนใหญ่ในประเทศจอร์ดแดน นับถือศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ ยังมีประชาชนบางส่วน (ประมาณ ร้อยละ 6) ที่นับถือคริสตศาสนาและศาสนายิว มีสถานที่สำคัญทางศาสนาหลายแห่ง



                              ศิลปะและวัฒนธรรมภายในประเทศจอร์แดน

               จอร์แดน มีสถานที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์และศาสนาที่มีคุณค่าทั้งในด้านศิลปะและวัฒนธรรม ที่ควรค่าแก่การเรียนรู้หลายแห่งด้วยกัน ได้แก่ ทะเลสาบ Dead Sea เป็นทะเลศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏอยู่ ใน the Old Testament แม่น้ำจอร์แดน (The River of Jordan) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ที่พระเยซูทรงรับศีลจุ่ม ณ แม่น้ำจอร์แดนแห่งนี้ แม่น้ำจอร์แดนจึงเป็นสถานที่ที่มีผู้คนเดินทางมาเพื่อแสวงบุญเป็นจำนวนมาก



ด้านสังคมและวัฒนธรรม



       ด้านวิชาการ ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านวิชาการและการศึกษาระหว่างกัน ฝ่ายไทยได้ให้ทุนฝึกอบรมนานาชาติผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ระหว่างประเทศเป็นประจำทุกปี
สาขาที่จอร์แดนสนใจและเข้ารับการอบรม อาทิ การจัดการด้านชลประทาน การบริหาร ธุรกิจส่งออก การพยาบาล การควบคุมโรคติดต่อ และการเกษตร เป็นต้น ส่วนรัฐบาลจอร์แดนมอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีสำหรับนักศึกษาไทยปีละ 5ทุน เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปีการศึกษา 2550-2551โดยมอบทุนแก่นักศึกษาไทยไปศึกษาในสาขา Religious Fundamentals, Figh (ศาสนบัญญัติ) 
            ด้านวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายลงนามความตกลงด้านวัฒนธรรมเมื่อปี 2549 และทั้งสองฝ่ายหาแนวทางเพื่อเพิ่มพูนการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและโบราณคดี อย่างต่อเนื่อง คณะนาฏศิลป์จอร์แดนได้เดินทางมาแสดงที่ประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 และไทยได้จัดงานสัปดาห์วัฒนธรรมไทยในจอร์แดน ระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม 2551 ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรมของจอร์แดนจะส่งคณะนักแสดงมาแสดงที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 15-18 มิถุนายน 2553

        ธุรกิจไทยไปลงทุนในจอร์แดนด้วย โดยสาขาที่จอร์แดนสนใจ ได้แก่ เกษตร อุตสาหกรรม สุขภาพ การขนส่ง เครื่องจักรอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงานทางเลือก พลาสติก สิ่งทอ โทรคมนาคม เหมืองแร่ เคมีภัณฑ์ อาหาร โลหะ การท่องเที่ยวและโรงแรม การเงินการธนาคาร เวชภัณฑ์ เครื่องไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ จอร์แดนพยายามชี้จุดแข็งของการเป็นประตู (gateway) สู่ภูมิภาค โดยเฉพาะ อิรักความร่วมมือทางวิชาการด้านฝนหลวง กระทรวงน้ำและชลประทาน (Ministry of Water and Irrigation) ของจอร์แดนขอส่งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค มาศึกษาดูงานการทำฝนหลวงของไทย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับภาวะขาดแคลนฝนในจอร์แดน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรม ราชานุญาติแล้ว (ตุลาคม 2552)


การเมืองการปกครอง 

            การปกครอง มีรูปแบบการปกครองระบอบราชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นพระประมุขมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติแลตรวจสอบรัฐบาลปกครองโดย กษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อัล-ฮุสเซน หรือกษัตริย์อับดุลลาห์ที่2 เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากกษัตริย์ฮุสเซน พระราชบิดา ซึ่งเสด็จสวรรคต โดยกษัตริย์อับดุลลาห์ที่2 ได้ทรงกระทำสัตย์สาบานต่อรัฐสภาจอร์แดนเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2542 และทรงปกครองประเทศด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ วันชาติ วันประกาศอิสรภาพ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) จอร์แดนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม คศ.1946  หลังจากนั้น ในปี คศ. 1953 กษัตริย์ฮุสเซ็นเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระประมุขของจอร์แดนจนถึงต้นปี คศ. 1999 และพระราชโอรสองค์โตขึ้นครองราชย์สืบแทนเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาห์ บิน อัล ฮุสเซน แห่งจอร์แดน  จอร์แดนเป็นประเทศขนาดเล็ก มีเมืองท่าอะกาบาออกทะเลแดงแห่งเดียวทางตอนใต้ของประเทศ ในอดีตกษัตริย์ฮุสเซ็นทรงมีบทบาทอย่างสูงต่อการธำรงเสถียรภาพในภูมิภาค โดยทรงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับ นอกจากนั้น การที่จอร์แดนได้ลงนาม ความตกลงสันติภาพกับอิสราเอลในปี 1994 ทำให้กษัตริย์ฮุสเซ็นทรงมีความสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพทางตะวันออกกลางในสายตาของสหรัฐฯ และโลกตะวันตกเพิ่มมากขึ้น จอร์แดนดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศในลักษณะประเทศที่พยายามเป็นกลาง ไม่เอียงไปทางฝ่ายใดระหว่างกลุ่มตะวันตกกับกลุ่มโลกมุสลิม จอร์แดนดำเนินนโยบายต่างประเทศ ในลักษณะที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ แต่ก็ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอาหรับ  และการดำเนินความพยายามแสวงหาสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งการแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์ จอร์แดนสนับสนุนการต่อต้านการก่อการร้าย และปฏิเสธความพยายามที่จะเชื่อมโยงการก่อการร้ายกับศาสนา วัฒนธรรม หรือภูมิภาคหนึ่งเป็นการเฉพาะ ดังที่สะท้อนไว้ใน Amman Message ว่า ศาสนาอิสลามไม่ได้เชื่อมโยงกับการก่อการร้ายและความพยายามที่จะทำร้ายชีวิตผู้บริสุทธิ์ จอร์แดนแสดงความยินดีกับการรับรอง  และสนับสนุนข้อเสนอของซาอุดีอาระเบียในการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมระหว่างประเทศเพื่อการต่อต้านการก่อการร้าย ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อต้นปี 2548



ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรฮัซไมต์จอร์แดน


         จอร์แดนอยู่ติดกับอิสราเอล ปาเลสไตน์และอิรัก ทำให้ต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังเพื่อคงความสัมพันธ์อันดีกับประเทศ เพื่อนบ้าน เสถียรภาพความมั่นคงทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญต่อการ พัฒนาประเทศ รัฐบาลจอร์แดนจึงดำเนินนโยบายส่งเสริมแนวทางอิสลามสายกลาง เป็นมิตรกับทุกประเทศและเน้นหลักการไม่ใช้กำลังในการดำเนินความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ให้ความสำคัญกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ทั้งนี้ จอร์แดนเป็นประเทศพันธมิตรหลักนอกสนธิสัญญานาโต้ ตั้งแต่ปี 2539 จอร์แดนให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ สนับสนุนความพยายามของกลุ่มสี่ฝ่าย (สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป รัสเซีย และสหประชาชาติ) ในการผลักดันแผนสันติภาพ (Road Map) เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ในกรอบเวลาที่ชัดเจน และยืนยันตาม Arab Peace Initiative ที่เรียกร้องให้อิสราเอลคืนดินแดนที่ยึดครองให้แก่ปาเลสไตน์ ซีเรียและเลบานอนตามเขตอาณาก่อนปี 2510 สนับสนุนการตั้งปาเลสไตน์เป็นรัฐอิสระโดยมีกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมือง หลวง เพื่อนำไปสู่การปรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอลให้เป็นปกติ จอร์แดนได้ลงนามความตกลงร่วมมือกับปาเลสไตน์เมื่อปี 2538 ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่รองรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรจอร์แดน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเพียงอาหรับประเทศเดียวนอกเหนือจากอียิปต์ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและได้ลงนามในความตกลงสันติภาพกับอิสราเอลเมื่อปี2537 นอกจากนี้ จอร์แดนยังเป็นภาคีความตกลง Qualifying Industrial Zone (QIZ) ซึ่งเป็นความริเริ่มของสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลาง เขตอุตสาหกรรมตามความตกลงนี้ได้แก่นิคมอุตสาหกรรมในจอร์แดน (10 แห่ง) และในอิสราเอล ซึ่งสหรัฐฯ จะนำเข้าสินค้าที่ผลิตในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยไม่เก็บภาษีศุลกากรและไม่จำกัดปริมาณการนำเข้า แต่ทั้งนี้ สินค้านั้นจะต้องมีมูลค่าเพิ่มในอิสราเอลและจอร์แดนรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 35 และมูลค่าเพิ่มในอิสราเอลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 ความตกลงนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของจอร์แดน เนื่องจากสหรัฐฯ เก็บภาษีจากสินค้านี้ในระดับสูง จอร์แดนสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในอิรักและความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันของอิรักโดยไม่แทรกแซงกิจการภายในของอิรัก และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศให้ การสนับสนุนอิรัก จอร์แดนประณามการก่อการร้ายทุกรูปแบบและเห็นว่า การใช้กำลังทหารไม่เพียงพอที่จะจัดการปัญหาการก่อการร้ายระหว่างประเทศ แต่ต้องพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย จอร์แดนปฏิเสธความพยายามที่จะเชื่อมโยงการก่อการร้ายกับศาสนา ดังที่สะท้อนไว้ใน Amman Message เมื่อปี 2547 ที่สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 และผู้นำศาสนามุสลิมที่สำคัญจัดทำขึ้นเพื่อการกำหนดแนวทางและการชี้แนะหลัก คำสอนที่แท้จริงของศาสนาอิสลามเพื่อป้องกันการบิดเบือนหลักคำสอน นอกจากนี้ จอร์แดนรับรองสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายแล้วทั้ง สิ้น 7 ฉบับ


ลักษณะทั่วไป

           
         เป็นดินแดนที่ถูกกล่าวอ้างในพระคัมภีร์ไบเบิล ว่าเป็นเมืองที่สาบสูญและลอว์เรนซ์แห่งอาระเบีย จอร์แดนเป็นประเทศที่มีมนต์ขลังและไม่ได้เป็นประเทศที่มีแค่ความโรแมนติกและความลึกลับ ถ้ามันตั้งอยู่ในส่วนอื่น ๆ ของโลก จอร์แดนจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ด้วยที่มาที่เต็มไปด้วยสถานที่ที่ตื่นตาตื่นใจเป็นสาเหตุให้เกิดความแตกยาก ชื่อเสียงที่เป็นอันตรายและสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยในตะวันออกกลางช่วยรักษามันเอาไว้สำหรับนักเดินทางที่กล้าหาญ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ จอร์แดนเป็นประเทศที่มีปลอดภัยสูง เงียบสงบและเป็นมิตร



         
          ในประเทศจอร์แดนไม่มีแหล่งน้ำมันเหมือนประเทศเพื่อนบ้านและมีแหล่งก๊าซธรรมชาติอยู่เล็กน้อย จอร์แดนเป็นหนึ่งในประเทศส่วนใหญ่ที่มีความกระตือรือร้นและมีความก้าวหน้าในตะวันออกกลางมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะมีการตกลงและทำให้การท่องเที่ยวกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ จอร์แดนเป็นหัวใจหลักในการต่อสู้ในตะวันออกกลาง สืบเนื่องจากมันตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อสำคัญของคนสามกลุ่มคือ ชาวคริสต์ ชาวยิวและชาวมุสลิม จึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จอร์แดนเป็นบ้านและเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองมานานก่อนหน้าที่จะมีการถือกำเกิดของพระเยซูคริสต์ คุณสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปบนถนนที่ถูกกล่าวอ้างไว้ในพระคัมภีร์เก่า ซึ่งมีสภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากในช่วงกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา เยี่ยมชมเปตราเมืองที่สาบสูญ ถือว่าเป็นหนึ่งในแปดเมืองที่น่าแปลกใจของโลกหรือชมการการแข่งขันรถม้าศึกในโรมันฮิบโปโดมที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่ในจีราช ยืนอยู่บนจุดที่พระเยซูทรงรับบัพติศจากจอห์นในแม่น้ำจอร์แดน และตายรอยเท้าของลอว์เรนซ์แห่งอาระเบียจากกองบัญชาการของเขาที่อาซรักเข้าไปในป่าวาดีรัม


จุดเด่นประเทศจอร์แดน

       
บรรยากาศทะเลแดง
         

 บรรยากาศนั่งอูฐในทะเลทราย



    จุดเด่นที่เป็นสิ่งสุดท้ายและดีที่สุดจากทั้งหมด มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศเหล่านั้นคุณสามารถนั่งอูฐในทะเลทรายไปกับชนเผ่าเร่ร่อนชาวเบนูอินแล้วไปดำน้ำดูโลกใต้ท้องทะเลที่สวยงามของทะเลแดง  กิจกรรมที่มากมายเหล่านี้ทำให้จอร์แดนกลายเป็นปลายทางที่น่าตื่นตาตื่นใจและนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการที่จะท่องเที่ยวได้รับการตอบแทนอย่างดีดังนั้นอย่าปล่อยให้อันตรายที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเป็นอุปสรรคทำให้คุณไม่ได้มาสำรวจดินแดนที่มีความปลอดภัยและความสงบสุขแห่งนี้ได้


แหล่งอ้างอิง

http://webserv.kmitl.ac.th/s0050253/Other.html
http://sameaf.mfa.go.th/th/country/middle-east/detail.php?ID=36
http://www.vacationzone.co.th/index_jordan.asp